อาการที่สังเกตุได้ง่ายของโรคเอดส์

ผู้ติดเชื้อ hiv หรือโรค เอดส์ จะมีอาการเหนื่อยตลอดเวลา และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นอาการเบื้องต้นทีสังเกตุได้ง่ายมากๆ เช่น หายใจถี่ๆและเร็ว ท้องเสียติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 10 วัน

อาการของโรคเอดส์แบ่งได้เป็น 3 ระยะถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือดูแลอย่างถูกต้อง และอาการจะทรุดลงเรื่อยๆจนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายล้มเหลว

อาการเบื้องต้นของโรคเอดส์จากการติดเชื้อ HIV

ผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อ hiv ในระยะแรก จะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ส่วนมากจะไม่รู้ตัวนอกจากจะ ทราบด้วยตัวเองว่ามีความเสี่ยงจากการติดเชื้ออย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามหลังจากการติดเชื้อสักระยะหนึ่งผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการเบื้องต้นของโรคเอดส์ คือ หลังจากร่างกายได้รับเชื้อประมาณ 2-6 สัปดาห์ หรือเรียกว่าระยะ ARS acute retroviral syndome. โดยอาการเบื้องต้นจะคล้ายกับผู้ติดเชื้อไวรัสทั่วไป แสดงอาการประมาณ 1-2 สัปดาห์และหายไป เช่น

  • ปวดหัว
  • ท้องเสีย
  • เวียนหัว คลื่นไส้
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • เจ็บคอมาก
  • มีผื่นแดง แต่ไม่มีอาการคันตามร่างกาย
จากผู้ป่วยAIDS ที่ทดลองงานวิจัย APCO CAP Liv capsule จนมาเป็นผู้ที่สามารถใช้ชีวิตเป็นปกติ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

https://www.youtube.com/watch?v=TR2-vRduEGQ&t=2s

ทำอย่างไรถ้ามีความเสี่ยงติดเชื้อ HIV AIDS

หากรู้ตัวว่ามีความเสี่ยงในการติด HIV AIDS เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย ถูกกระทำชำเรา หรือ โดนเข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด สามารถพบแพทย์ เพื่อรับยาต้านไวรัสฉุกเฉิน ภายใน 72 ชั่วโมงแรก จะช่วยลดความเสี่ยงไปได้ โดยจะมีผลข้างเคียงกับร่างกายหลังได้รับยาต้านไวรัส เมื่อใช้ยาต้านไวรัสไปสักระยะหนึ่งอาจก่อให้เกิดการดื้อยาขึ้นมาไสด้ เนืองจากในกระบวนการแบ่งตัวของเชื้อ AIDS ไวรัส HIV มีโอกาสที่เชื้อตัวใหม่มีลักษณะที่ผิดเพี้ยนไปจากเชื้อตัวเดิม ยาต้านไวรัสเดิมที่เคยใช้อยู่จึงไม่มีผล มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นยาต้านไวรัส ARV ชนิดใหม่ ไปเรื่อย ๆ

อาการโรคเอดส์ระยะที่สอง

หลังจากผ่านช่วงเริ่มต้นของการติดเชื้อ HIV ร่างกายจะไม่แสดงอาการเหมือนช่วงแรก โดยอาการทีเคยเป็นมาจะหายไปเหมือนปกติ ช่วงนี้ผู้ป่วยจะไม่ทราบว่าร่างกายติดเชื้อแล้วและสามารถแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่นได้ โดยศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า clinical latent period หรือ asymptomatic. ในบางรายอาจใช้เวลานานอีกเป็น 10 ปีกว่าจะแสดงอาการอีก

ในช่วงนี้เชื้อ hiv จะเริ่มทำลาย cd4 และระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยสามารถตรวจนับ cd4 ในร่างกายได้ผ่านการตรวจเลือด ในระหว่างที่ cd4 ลดลง ร่างกายจะอ่อนแอ และเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ

การได้รับยาต้านไวรัสหรือการเพิ่มcd4 จะช่วยให้ร่างกายสามารถสู้กับเชื้อAIDS และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น บางครั้งสามารถหยุดการเจริญของเชื้อ hivไปสู่ระยะถัดไปได้

อาการต่างๆของผู้ป่วยโรคเอดส์

อาการโรคเอดส์ระยะวิกฤต

ระยะนี้คือระยะที่ cd4 ในร่างกายเริ่มต่ำลงมาก อาจอยู่ในระยะน้อยกว่า 200 ซึ่งอันตรายมาก เริ่มมีการติดเชื้อแทรกซ้อน มีอาการชัดเจนสามารถสังเกตุได้จากภายนอก ผิวหนังเริ่มผิดปกติ เริ่มมีอาการเกี่ยวกับปอด ภาวะภูมิคุ้มกันล้มเหลวอย่างรุนแรง

เอดส์รู้ไวรักษาได้

ผู้ติดเชื้อทีไม่ได้รับการดูแล หรือไม่ทำการรักษา การรักษาอาการผู้ติดเชื้อ HIV คือ ฆ่าเชื้อ HIV จนหมดสิ้น และเพิ่ม CD4 ให้มีระดับปกติ โดยเฉพาะการเพิ่ม Th17 โดยสถิติจะใช้ชีวิตได้เพียง 3 ปีเท่านั้น แต่ผู้ที่ปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีชีวิตอยู่ได้อย่างยาวนาน

งานวิจัย APCO CAP เพิ่ม cd4 ในผู้ป่วย AIDS HIV
งานวิจัย APCO CAP เพิ่ม cd4 ในผู้ป่วย AIDS HIV

การทำลาย CD4 ของเชื้อ HIV

เพิ่ม cd4

ไวรัส HIV เข้าสู่ร่างกายแล้วจะเจาะเข้าไปในเม็ดเลือดขาวที่สร้างภูมิคุ้มกัน คือ CD4 (Th1+Th2+Th17+Treg + Th cell อื่นๆ + macrophages + monocytes + dendritic cells) แล้วค่อยๆ ทำลายเม็ดเลือดขาวนั้นก่อนที่จะแพร่ออกไปยัง CD4 เซลล์ใหม่ เหตุที่ HIV ซ่อนตัวอยุ่ในเม็ดเลือดขาวจึงทำให้การฆ่าเชื้อ HIV ทำได้ยาก ผู้ติดเชื้อจึงมีโอกาสหายน้อยมาก

ผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เหมือนได้ชีวิตกลับคืนมา ขอบคุณงานวิจัย APCO Cap Liv capsule

https://www.youtube.com/watch?v=kdMj5JV3U7I